แฉกลยุทธการตลาด 8P รู้ก่อนลงทุน

แฉกลยุทธการตลาด 8P รู้ก่อนลงทุน

การใช้กลยุทธ์ข่าวสารเข้ามาเป็นทัพเสริมอีกแรงหนึ่งจะช่วยอำนวยผลในเรื่องภาพลักษณ์และเพิ่มทัศนคติในเชิงบวกให้กับผลิตภัณฑ์ด้วย

what's news »

Offline Buyers สู่ Online Buy now

Offline Buyers สู่ Online Buy now

โลกเราไร้พรมเดนเสียจริง เส้นบางๆ ที่เคยกั้น ระหว่างโลก Online กับ โลก Offline มันไม่มีเหลืออีกต่อไปแล้ว นักการตลาดออนไลน์ Web Marketing และ Social Media Marketing นั้น นับวันจะมีค่าตัวสูงขึ้น

what's news »

Build New Connections

Build New Connections

เมื่อโลกก้าวไปข้างหน้า บทบาทของหน้าจอมือถือ และ tablet มีมากกว่า ห้องสมุดใดใด คุณพร้อมหรือยัง ที่จะเปิดเส้นทางธุรกิจ กับตลาดออนไลน์

what's news »

อีคอมเมิร์ซไทย ปี 2015 ถึงยุคทองของโมบายล์

 2015 เป็นปีที่ “อีคอมเมิร์ซ”ของไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด
ปัจจัยที่สำคัญมาจากการที่ธุรกิจต่างๆ มองว่าเวลานี้ อีคอมเมิร์ซ เป็นช่องทางขายหลักในการเข้าถึงผู้บริโภค
การมาของผู้ให้บริการจากต่างประเทศ ระบบชำระเงินออนไลน์ที่พัฒนาไปอย่างมาก (Online Payment)
หรือระบบจัดการสินค้าและขนส่งถึงปลายทางพร้อมเก็บเงิน (Warehouse & Fulfillment)

ที่สำคัญที่สุดคือ ตัวเลขของคนไทยที่ใช้อินเทอร์เน็ตเติบโตขึ้นสูงถึง 31 ล้านคน
โดย 3G และมือถือสมารท์โฟนราคาถูกเป็นปัจจัยที่ทำให้คนไทยเกือบทุกระดับเริ่มเข้าสู่อินเทอร์เน็ต
ทั้งหมดนี้คือปัจจัยที่ทำให้ E-Commerce ของเมืองไทย
หรือจะเรียกได้ว่าทั่วทั้งประเทศเอเซียตะวันออกเชียงใต้เติบโตกันทุกๆ ประเทศ

ป้อม-ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ บริษัท TARAD.com
และ นายกสมาคมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ผู้คร่ำหวอดในวงการ E-Commerce มากว่า 15 ปี
ได้เจาะถึงเทรนด์หรือแนวโน้มของ E-Commerce ประเทศไทยในปี 2015 ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง

1.) บริษัทและร้านค้าต่างๆ จะเริ่มเข้ามาเปิดทำการค้าทางออนไลน์กันมากขึ้น
(Retail and Corporate move to e-commerce)

จากการเติบโตของการค้าผ่านทาง E-Commerce โดยเฉพาะการเติบของแบรนด์ต่างๆ
ที่ขายกันอย่างถล่มทลายที่ประเทศจีนผ่านเว็บ T-Mall และ TaoBao  
เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าแบรนด์สามารถเข้าสู่โลกออนไลน์ขายตรงไปยังผู้บริโภคได้อย่างอิสระ
ทำให้กระแสนี้ปลุกให้แบรนด์ต่างๆ หันมาขายผ่านช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น เราจะเห็นสินค้าใหม่ๆ
สินค้าที่ขายช่องทางปกติ หันมาขายทางออนไลน์กันมากขึ้น

คำแนะนำ : หากเป็นแบรนด์หรือเจ้าของสินค้า นี่คือโอกาสที่จะเปิดโอกาสการขายขายสินค้าได้แล้ว
จะผ่านผู้ให้บริการหรือจะเปิดเว็บขายเองก็ได้

 

2.) การเข้ามาของผู้ค้าออนไลน์จากต่างประเทศในระดับภูมิภาค (Regional Competition)

ปัจจุบันการค้าออนไลน์ในประเทศต่างๆในอาเซียนหรือประเทศอื่นๆ
กำลังเริ่มขยายฐานการขายผ่านออนไลน์ออกไปยังประเทศต่างๆ เช่น Qoo10 ได้ขยายไปยังสิงค์โปร์ มาเลเซีย อินโดนิเซีย
(คาดว่าจะเข้าไทยเร็วๆ นี้)​ หรือ Alibaba ก็เริ่มบุกมายังประเทศต่างๆ ในอาเซียน ซึ่งจะเข้าไทยในเร็วๆ นี้เช่นกัน
โดยจะทำให้ผู้ซื้อสินค้าในประเทศสามารถซื้อสินค้าของประเทศอื่นๆ
ผ่านเว็บไซต์ได้ทันที นั่นหมายถึงการแข่งขันจะรุนแรงมากขึ้น
เพราะผู้ประกอบการจากต่างประเทศจะเหาะเข้ามาทำการค้ากับลูกค้าในประเทศของเรา
ซึ่งแนวโน้มจะเห็นบริษัทจากต่างประเทศจะเริ่มบุกผ่านเข้ามาทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

คำแนะนำ : คุณควรรีบตั้งรับ และปรับธุรกิจออนไลน์ให้แข็งแรงมากขึ้น
เพราะหากคุณช้าเกินไป หรือไม่ได้ปรับตัว อาจจะสูญเสียลูกค้าไปให้กับคู่แข่งต่างประเทศได้ง่ายๆ
โดยลูกค้าสามารถหันไปซื้อของคู่แข่งของคุณทางออนไลน์​ซึ่งราคาอาจจะถูกกว่า
สินค้าอาจจะมีหลากหลายมากกว่า ดังนั้นจงอย่าช้าครับ

3.) การแข่งขันที่รุนแรงของผู้ให้บริการ E-Commerce หรือเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ (E-Commerce Bubble)

ตอนนี้นักลงทุนหลายๆ คนต่างสนใจที่จะลงทุนในธุรกิจ E-Commerce กันอย่างมาก
ทำให้เม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากเมืองนอกไหลเข้าสู่ธุรกิจ E-Commerce
จะเห็นได้ชัดจากการมาของเว็บ E-Commerce จากต่างประเทศที่ต่างกันโฆษณาโปรโมทกันอย่างหนักทางสื่อต่างๆ
ซึ่งเป็นการสาดการเงินกันอย่างหนัก ซึ่งบอกได้เลยว่านี่ไม่ใช่เกมส์ระยะสั้น และแต่ละเจ้าไม่ได้มองที่ “กำไร”
แต่มองถึงเป้าของการเติบโต (Growth) และการขยายธุรกิจ (Scale) ให้เร็วที่สุด
โดยแต่ละเจ้ามีเงินเต็มหน้าตัก พร้อมที่จะเผาเพื่อที่จะทำให้ตัวเองไปอยู่แถวหน้าของธุรกิจให้เร็วที่สุด

คำแนะนำ : หากอยากเปิด E-Marketplace หรือเว็บประกาศซื้อ-ขาย มองว่านี้ไม่ใช่จังหวะที่ดีนัก
เพราะการแข่งขันส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในกลุ่มธุรกิจ E-Commerce ประเภทนี้เป็นหลัก
หลีกเลี่ยงไปทำ E-Commerce ประเภทอื่นดีกว่าอย่างเช่น ตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่ยังไม่มีการแข่งขันสูงมากนัก

4.) การตลาด และโปรโมชั่นแบบเจาะจงแต่ละบุคคล (Personalize Promotion & Marketing)

ด้วยการเปิดกว้างของเทคโนโลยี ทำให้เราสามารถทราบถึงพฤติกรรมของลูกค้าเราได้ดีขึ้น
เราทราบว่าลูกค้าซื้ออะไรไป เมื่อไร เขาเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย อยู่ต่างจังหวัดหรือกรุงเทพฯ
รวมถึงข้อมูลของผู้ซื้อมากมาย ทำให้นักการตลาดสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อทำโปรโมชั่นแบบระบุกลุ่มเป้าหมาย
หรือระบุตัวคนได้ (Targeted & Personalize Promotion)
รวมถึงเทคโนโลยีการโฆษณาแบบติดตามผู้ชมที่เข้ามาเว็บไซต์เราแล้ว (ReTargeting) ที่จะมีชั้นเชิงมากขึ้น
ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้การสื่อสารในโลกออนไลน์เข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ได้ผลมากขึ้น

คำแนะนำ : การตลาดแบบออนไลน์แบบเดิมๆ ดูจะได้ผลน้อยลง
และมีแนวโน้มที่ราคาจะเริ่มสูงขึ้นจากผลของการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นของธุรกิจ E-Commerce
ที่เข้าไปใช้กัน ดังนั้นการทำการตลาดกับลูกค้าเดิมของเรา
และเจาะจงไปยังลูกค้าแต่ละคนจะทำให้ประสิทธิภาพ (Efficiency) ของการตลาดดีกว่า และได้ผลลัพย์ที่ดีกว่า
จงเริ่มศึกษาข้อมูลของพฤติกรรมผู้ซื้อของคุณอย่างลงลึกและเริ่มทำการตลาดกลับไปหาเค้าให้มีประสิทธิภาพ

5.) โปรโมชั่นออนไลน์ ลดกระหน่ำ แจกกระจาย ปะทะกันกระจุย (Online Promotion War)

จากการแข่งขันที่ดุเดือนของบรรดาผู้ให้บริการ E-Commerce ทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า
วิธีการดึงลูกค้าได้ดีที่สุดคือ “การจัดโปรโมชั่น ทั้งลดราคาและแจกเงินไปซื้อ (Promotion & Cash Campaign)”
ซึ่งเริ่มมีให้เห็นกันมากขึ้นในปลายปี 2014
แต่บอกได้เลยว่าปี 2015 จะมีการทำโปรโมชั่น ส่วนลด แลก แจก แถมกันจากเว็บไซต์ต่างๆ แบบเต็มไปหมด
คูปองลดราคา คูปองเงินสด จะแจกกันกระจุยกระจาย เพื่อดึงลูกค้าและสร้างยอดขายให้กับธุรกิจของตนอย่างเร็วที่สุด
ผู้ที่ชนะคือ ผู้บริโภค และความจงรักภักดีของผู้บริโภคจะต่ำมาก
เพราะใครเสนอให้ราคาถูกกว่าและต่ำกว่า ก็พร้อมจะเปลี่ยนใจไปซื้อได้ทันที

คำแนะนำ : จงอย่าไปอยู่ในเกมส์การแข่งขันที่ดุเดือด
ต้องสร้างความแตกต่างและเหนือกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ
ในเทคโนโลยีและการสื่อสารกับลูกค้าเก่าที่เคยซื้ออยู่แล้วให้เกิดความต่อเนื่อง
และสร้างฐานลูกค้าใหม่ให้มากที่สุด ทำให้เกิด “การซื้อครั้งแรกที่น่าประทับใจ (1st purchase)”
ให้ดีที่สุด และลูกค้าก็จะอยู่กับเรา

6.) การแข่งขันแบบดุเดือดของบริษัทบริหารสินค้าและจัดส่ง (Red Ocean of Fulfillment)

ในปี 2014 มีผู้ให้บริการบริหารสินค้าและจัดส่ง (Warehouse & Fulfillment)
เกิดขึ้นอย่างมากมายหลายบริษัท ทั้งบริษัทเล็กและบริษัทใหญ่
ซึ่งจะเน้นให้บริการกับบริษัทที่ให้บริการด้าน E-Commerce โดยบางเจ้าก็มีความสามารถในการจัดส่งได้ทั่วประเทศ
บางเจ้าก็สามารถให้บริการเก็บเงินปลายทางได้ (COD)
หรือบางเจ้าก็มีแวร์เฮาส์ในการเก็บของได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งจำเป็นของผู้ที่ทำการค้าออนไลน์ในระดับกลาง
ที่มียอดขายระดับนึงแล้ว ซึ่งตอนนี้เองได้เกิดการแข่งขันทางด้านราคากันอย่างมากแล้ว
เราจะเริ่มเห็นบริษัทขนส่งอื่นๆ หันมาทำบริการลักษณะนี้มากขึ้น
มาแย่งส่วนแบ่งของไปรษณีย์ไทยมากขึ้นเช่นเดียวกัน

คำแนะนำ : หากต้องการบริษัทที่ให้บริการบริหารสินค้าและจัดส่ง ลองเลือกดูให้ดีๆ
ตอนนี้มีเปิดให้บริการมากมายหลายเข้า ลองเปรียบเทียบและเลือกเจ้าที่เหมาะกับธุรกิจของคุณมากที่สุด
ในการให้บริการกับลูกค้า เพื่อการจัดส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

7.) การส่งของพร้อมเก็บเงินปลายทางจะกลายเป็นช่องทางที่คนไทยนิยมใช้

พฤติกรรมการซื้อของๆ คนไทยและคนเอเซียจะคล้ายๆ กันคือ ต้องการเห็นของก่อนแล้วค่อยจ่ายๆ เงิน 
เวลานี้ระบบชำระเงินได้เริ่มพัฒนาไปมากขึ้นเรื่อยๆ
จนสามารถส่งและเก็บเงินปลายทาง (Cash on Delivery – COD)
เมื่อผู้รับได้รับของแล้วจึงค่อยเก็บเงินได้ คนไทยก็เริ่มจะนิยมกับการส่งและชำระเงินในรูปแบบนี้กันมากขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งตอนนี้เริ่มมีผู้ให้บริการหลายๆ เจ้าสามารถให้บริการลักษณะนี้ได้แล้ว

คำแนะนำ : หากเว็บไซต์ของคุณยังไม่มีบริการการส่งและเก็บเงินปลายทาง
ลองหามาติดตั้งและเปิดให้บริการดู คุณจะพบว่ายอดขายของคุณจะเพิ่มมากขึ้น
ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อได้ง่ายมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ต้องระวังการยกเลิกการสั่งซื้อ
หรือซื้อไปแล้วไม่เอาก็อาจจะมีตัวเลขเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน

8.) การค้าออนไลน์แบบตลาดเฉพาะกลุ่มยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก (Niche Market)

เมื่อการแข่งขันแบบตลาดรวม (Marketplace) หรือเว็บไซต์ที่มีรวมสินค้าทุกอย่าง (B2C Online Store)
มีการแข่งขันสูงมาก แต่สำหรับตลาดสินค้าเฉพาะกลุ่ม ยังมีโอกาสอีกมาก
เช่น เสื้อผ้าคนอ้วน, เสื้อผ้ารองเท้ากีฬา, อุปกรณ์ทำสวน  เป็นต้น
ซึ่งสินค้าเฉพาะกลุ่มเหล่านี้มีกำลังซื้อสูงมาก โดยเฉพาะหากสามารถเปิดออกขายไปยังต่างประเทศด้วย
จะทำให้โอกาสการขายเปิดเพิ่มมากขึ้นไปอย่างมาก
ซึ่งปัจจุบันการทำการตลาดออนไลน์​ก็สามารถเข้าถึงกลุ่มคนเฉพาะกลุ่มได้ทั่วโลกแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการลงโฆษณาผ่าน Google หรือ Facebook ที่กำหนดราคาได้และเลือกกลุ่มลูกค้าได้แม่นยำมากๆ

คำแนะนำ : ลองหาสินค้าเฉพาะกลุ่มดูว่า กลุ่มสินค้ากลุ่มไหนที่คุณสนใจ
และลองไปค้นดูในเว็บไซต์ ยังไม่ค่อยมีคนขายหรือเค้าทำแล้วดูท่าจะห่วยกว่าเรา
นั้นคือโอกาสที่คุณจะสามารถเข้ามาทำตลาดตรงนี้ได้

9.) การนำข้อมูลที่มีมาวิเคราะห์ในเชิงลึก (E-Commerce Data Scientific and Analytic)

ปัจจุบันการทำการค้าออนไลน์ จะพบว่ามีข้อมูลมากมายที่เข้ามาเกี่ยวข้อง
ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลพฤติกรรมของคนที่เข้ามายังเว็บไซต์ (Traffic Data) ข้อมูลการสั่งซื้อสินค้า (Order Data)
ข้อมูลประเภทและกลุ่มสินค้าที่ขายได้ (หรือไม่ได้) รวมไปถึงข้อมูลของสมาชิก (Member Data)
ซึ่งข้อมูลเหล่านี้หากสามาถนำมารวมกันและวิเคราะห์ออกมา มันจะทำให้เห็นข้อมูลที่มีประโยชน์มากๆ
ต่อการตัดสินใจ การวางแผน และการวางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์
เพื่อที่จะปรับและพัฒนาให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณดีขึ้นเรื่อยๆ จากข้อมูลเหล่านี้
ถ้าสามารถนำมาวิเคราะห์ได้ดีพอ ซึ่งเดี๋ยวนี้มีเครื่องมือมากมากที่จะมาช่วยวิเคราะห์ได้

คำแนะนำ : ลองตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดที่มีในธุรกิจออนไลน์ ว่ามีข้อมูลอะไรบ้าง
และเคยนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์หรือไม่? หากลองนำมาวิเคราะห์ดีๆ
จะเห็นจุดอ่อนและจุดแข็งของธุรกิจออนไลน์ได้ไม่อยาก
และยังสามารถนำมาตั้งเป็นเป้าและ KPI ให้กับทีมงานในการเดินไปยังเป้าหมายได้ไม่ยาก

10.) ยุคทองของการค้าผ่านมือถือมาแล้ว (Glory of Mobile Commerce)

เราได้ก้าวเข้าสู่ยุคที่คนไทยในทุกชนชั้นใช้มือถือเป็นช่องทางหลักในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ตแล้ว มากกว่า 77% ของคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ หลายคนเริ่มต้นใช้อินเทอร์เน็ตครั้งแรกผ่านมือถือ
ซึ่งตัวเลขยังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นหากธุรกิจออนไลน์ของคุณยังไม่มีเว็บไซต์ที่มีหน้าที่รองรับขนาดของมือถือ
และยังไม่มีการตลาดที่เน้นให้คนเข้ามาทางมือถือโดยเฉพาะ คุณอาจจะสูญเสียลูกค้าให้กับคู่แข่งได้ง่ายๆ

คำแนะนำ : จงสร้างเว็บไซต์ที่รองรับขนาดของมือถือหรือหากสามารถทำรองรับขนาดของแท็บเล็ต
จะช่วยทำให้ประสบการณ์ของผู้ใช้ดีมากขึ้น และอัตราที่ผู้ซื้อจะซื้อได้สำเร็จก็จะมีสูงขึ้นได้ด้วยเช่นกัน 
แนะนำอยากให้ทำเว็บบนมือถือก่อนที่จะไปทำแอพมากกว่า

หากคุณเองยังไม่เริ่มนำธุรกิจเข้ามาในโลกออนไลน์ บอกได้เลยว่านี้คือ “ปีที่คุณต้องขยับได้แล้ว”​
ก่อนที่คู่แข่งสินค้าประเภทเดียวกันจะเหาะมาเจาะลูกค้าของคุณในประเทศ และสำหรับคนที่ทำอยู่แล้ว
นี่คือช่วงเวลาที่ต้องปรับตัวเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขยายตลาดของตัวเองออกไปนอกประเทศมากขึ้น

“เพราะในโลกอินเทอร์เน็ต คนทั่วโลกกับธุรกิจของคุณห่างกันเพียงแค่คลิกเดียวเท่านั้น”

ฉะนั้นจงอย่าจมอยู่แค่เฉพาะค้าขายกับคนในประเทศเท่านั้น!

บทความอื่นๆ ในหมวดเดียวกัน

งบจำกัด ทำการตลาดยังไงดี

งบจำกัด ทำการตลาดยังไงดี

ในยุคที่อินเตอร์เน็ตครองเมือง ไม่ว่าลูกค้าปัจจุบัน หรือลูกค้าในอนาคตของคุณต้องการทราบเรื่องใด พวกเขาก็จะค้นหาทุกอย่างผ่านอินเตอร์เน็ต

what's news »

7 เทรนด์ Social Media ปี 2015

7 เทรนด์ Social Media ปี 2015

Social Media ในปี 2015 นี้ค่อนข้างน่าสนใจ เพราะเป็นปีที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง 7 เทรนด์ที่จะเป็นที่นิยมมากในปีนี้

what's news »

แนะแนวการตลาด รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง

แนะแนวการตลาด รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง

"ทำยังไงดีหนอ....ถึงจะขายสินค้าและบริการให้ได้มากกว่านี้" นี่อาจเป็นคำถามที่ใครต่อใครหลายคนอาจเคยรำพึงรำพันด้วยความหนักอกหนักใจมาแล้ว เมื่อสื่อการตลาดไม่ได้ผลอย่างที่หวัง

what's news »

แฉกลยุทธการตลาด 8P รู้ก่อนลงทุน

แฉกลยุทธการตลาด 8P รู้ก่อนลงทุน

การใช้กลยุทธ์ข่าวสารเข้ามาเป็นทัพเสริมอีกแรงหนึ่งจะช่วยอำนวยผลในเรื่องภาพลักษณ์และเพิ่มทัศนคติในเชิงบวกให้กับผลิตภัณฑ์ด้วย

what's news »

Offline Buyers สู่ Online Buy now

Offline Buyers สู่ Online Buy now

โลกเราไร้พรมเดนเสียจริง เส้นบางๆ ที่เคยกั้น ระหว่างโลก Online กับ โลก Offline มันไม่มีเหลืออีกต่อไปแล้ว นักการตลาดออนไลน์ Web Marketing และ Social Media Marketing นั้น นับวันจะมีค่าตัวสูงขึ้น

what's news »

เม็ดเงินโฆษณาสื่อดิจิตอลปี 58 ทะลุ 5,800 ล้านบาท

เม็ดเงินโฆษณาสื่อดิจิตอลปี 58 ทะลุ 5,800 ล้านบาท

การมาของYoutube ประเทศไทย ทำให้มีคอนเท้นต์อยู่ในแพลตฟอร์มเยอะ เพราะคนไทยส่วนใหญ่เสพติดการดูคอนเท้นต์ประเภทวิดีโอมาก การลงโฆษณาจะมาอยู่ในนี้ค่อนข้างมาก

what's news »